วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค(Technical Analysis) คือ อะไรนะ มีหลักการวิเคราะห์อย่างไร

139

วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค(Technical Analysis) คือ อะไรนะ มีหลักการวิเคราะห์อย่างไร

การลงทุนในตลาด Forex จะมีการวิเคราะห์อยู่ 2 รูปแบบ คือ การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน(Fundamental Analysis) อีกรูปแบบหนึ่งคือ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งการวิเคราะห์ในแต่ละรูปแบบล้วนมีส่วนสำคัญที่แตกต่างกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าลงทุนและสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาและหาจังหวะทำกำไรได้
แต่ครั้งนี้ จะพูดถึงในเรื่องของ วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) เพราะคือการวิเคราะห์ที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ แม้ไม่ได้จบการลงทุนหรือเศรษฐศาสตร์ก็สามารถฝึกวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ มีเทคนิคและเครื่องมือการวิเคราะห์ให้เลือกใช้มากมาย และสามารถเรียนรู้ได้ง่ายกว่าการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน(Fundamental Analysis)
แนวคิดวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือ ใช้หลักของความน่าจะเป็น เช่นถ้ากราฟมาเป็นแบบนี้ กราฟมีความน่าจะเป็นไปแบบไหน ซึ่งแต่ละเครื่องมือในทางเทคนิคล้วนมีทฤษฎีหรือแนวคิดของผู้ที่คิดค้นเครื่องมือซ่อนอยู่ โดยผู้ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอินดิเคเตอร์ตัวไหนก็ตาม จะต้องเรียนรู้ให้ลึกถึงแก่นของแนวคิดของผู้คิดค้นเครื่องมือนั้น ๆ
ทฤษฎีที่ถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ในของสายเทคนิคหรือการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) ซึ่ง ดาว สักเกตุกราฟราคาที่มีการเคลื่อนที่ในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ กราฟไม่เคยวิ่งเป็นเส้นตรงและอีกหลาย ๆ แนวคิดที่ถูกบันทึกและเผยแพร่ ต่อมามีผู้นำแนวคิดของดาว มาใช้และสามารถทำกำไรได้จึงได้มีการเผยแพร่เป็นทฤษฎีดาว (Dow Theory) เกิดขึ้น
หลังจากนั้น จึงมีผู้คิดค้นและพัฒนาต่อยอดจากทฤษฎีดาว (Dow Theory) เกิดเป็นทฤษฎีอื่น ๆ อีกมากมาย แม้กระทั่งการใช้แนวรับ แนวต้าน การใช้อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ ก็ถูกพัฒนาขึ้นพัฒนาต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกการวิเคราะห์เหล่านี้ว่า วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือการวิเคราะห์จากการเคลื่อนที่ของราคานั่นเอง
สาเหตุที่ผู้คนขาดทุนหรือยังไม่สามารถทำกำไรได้ จากการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค(Technical Analysis) คือ การไม่เข้าใจการทำงานของหลักสถิติ แม้ว่าจะมีทฤษฎีต่าง ๆ รองรับมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กราฟราคาจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เสมอ แน่นอนในเรื่องของอนาคต ไม่มีใครคาดการณ์ได้อย่าง 100 % แต่การวิเคราะห์อย่างฉลาดจะต้องคำนึงถึงหลังสถิติด้วย
หลักสถิติที่ใช้วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค(Technical Analysis) ที่ว่านี้คือ เมื่อเกิดรูปแบบตามที่กำหนดไว้เช่น แพทเทิร์นสามเหลี่ยม เมื่อราคาทะลุกรอบสามเหลี่ยมมีแนวโน้มว่าราคาจะไปต่อ แต่ทันใดนั้นราคากลับย้อนกลับลงมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ใช่ไหม นี่แหละหลักสถิติที่แสดงให้เห็นว่า กราฟราคาไม่เป็นไปตามที่ทฤษฎีอ้างอิงไว้เสมอ แต่ถ้าเกิดรูปแบบเช่นนั้น มีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้น 70-80 %
หมายความว่า ถ้าวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือการวิเคราะห์ความน่าจะเป็น โดยใช้หลังสถิติ เช่น สามเหลี่ยมที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ครั้งนี้อาจจะขาดทุน แต่ถ้ายังทำตามระบบเดิมซ้ำ ๆ ทำตามแผนที่วางไว้ ก็จะมีโอกาสถูกทางมากกว่า 70 %
แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ที่วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) แล้วขาดทุนสาเหตุก็คือ ไม่เข้าใจแนวคิดหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิค คิดว่ากราฟจะเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ทุกครั้ง ไม่เข้าใจหลักของสถิติ เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ก็จะมองหาวิธีใหม่ ๆ ระบบเทรดใหม่ ๆ
ดังนั้น นี่คือหลุมพรางหลักของนักลงทุนที่ใช้การ วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือ การที่มองหาเทคนิคการเทรดใหม่ ๆ บวกกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มีอยู่มากมายหลายเครื่องมือ จึงเกิดการทดลองเครื่องมือใหม่ ๆ ไปเรื่อง ๆ สถิติจึงจะไม่เกิดและยังไม่สามารถทำกำไรได้
ผู้ที่ วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ที่ประสบความสำเร็จหรือทำกำไรได้สม่ำเสมอคือ ผู้ที่เข้าใจว่าการรบไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง ขอเพียงแพ้อย่างเข้าใจรอวันที่ชนะครั้งยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว นี่คือชัยชนะที่แท้จริง ในการเทรดก็เช่นกัน การที่พ่ายแพ้ในการเทรดเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์ที่จะทำให้ไปสู่ชัยชนะในครั้งต่อไป และการที่อยู่ในตลาดได้ในระยะยาว นั่นคือชัยชนะที่แท้จริง
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) คือ การวิเคราะห์โดยใช้การเคลื่อนที่ของราคายึดหลักสถิติและความน่าจะเป็น โดยมีเครื่องมือที่จะช่วยในการวิเคราะห์มากมาย เพียงเลือกเครื่องมือขึ้นมาสักชิ้นและใช้ให้ชำนาญ ก็จะสามารถทำกำไรอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนานและยั่งยืน
ไม่มีระบบเทรดแบบไหนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์แบบไหนก็ตาม แต่จะมีเพียงระบบที่เหมาะกับผู้ใช้มากที่สุด เพราะนักลงทุนแต่ละคนจะมีนิสัยไม่เหมือนกัน เงินทุนมีไม่เท่ากัน มีความกลัวความกังวลต่างกัน ดังนั้นควรเลือกระบบเทรดให้เหมาะกับผู้ใช้ให้มากที่สุด จึงจะสามารถใช้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้การวิเคราะห์แบบไหนไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(Fundamental Analysis) หรือการ วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) จะต้องผ่านการแบคเทส คือการทดสอบด้วยบัญชีทดลอง เพื่อเป็นการเก็บสถิติในการเทรด เพื่อที่จะสร้างทักษะและความชำนาญก่อนที่จะเทรดในบัญชีจริง
เมื่อชำนาญในระบบเทรดเทรดแล้ว จึงค่อย ๆ เริ่มจากเงินทุกก้อนเล็ก ๆ ฝึกทำกำไรให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีทักษะเงินก้อนเล็กจะสามารถทำให้เติบโตเป็นก้อนใหญ่ได้ แต่ไรทักษะฉันใดเงินก้อนใหญ่ก็จะทำหายไปได้ฉันนั้น เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญในการเทรด