ได้ยินแต่ชื่อ บล็อกเชน (Blockchain) แล้วสรุปมันคืออะไรกันแน่นะ?

17

บล็อค เชน คือ

ได้ยินแต่ชื่อ บล็อกเชน (Blockchain) แล้วสรุปมันคืออะไรกันแน่นะ?

ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีของโลกก็มักจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราได้ศึกษาอยู่เสมอ อย่างวันนี้เราก็หยิบเทคโนโลยีบล็อกเชนขึ้นมาอธิบายให้หลายๆ คนเข้าใจมากขึ้น เพราะบางคนคงเคยได้ยินแค่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าเทคโนโลยีตัวนี้หน้าตาเป็นอย่างไร การทำงานของมันคืออะไร แล้วมันมีความสำคัญในวงการหรือใครบ้าง วันนี้เราเลยได้เก็บข้อมูลมาฝาก เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจและรู้จักเจ้าเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้มากขึ้น

 

เทคโนโลยีบล็อกเชนคืออะไร ?

บล็อกเชน (Blockchain) เปรียบเสมือนเครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน เราจึงรู้ว่าใครมีสิทธิและเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านี้จริงๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในแต่ละบล็อก (Block) ที่เชื่อมโยงกันบนเครือข่ายเหมือนกับห่วงโซ่ (Chain) นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เราเรียกรูปแบบการเก็บและแชร์ข้อมูลแบบนี้ว่า Blockchain นอกจากนี้ เมื่อธุรกรรมต่างๆ ถูกบันทึกในบล็อกเหล่านี้แล้ว เราจะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ได้ เพราะทุกคนต่างก็มีสำเนาหรือประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่ใครจะมาปลอมแปลงข้อมูล โดยปราศจากการรับรู้จากผู้คนส่วนใหญ่

บล็อกเชนเป็นบัญชีดิจิทัลที่บันทึกธุรกรรมที่ไม่อาจช่อโกงได้ และไม่ได้บันทึกได้แค่ธุรกรรมการเงินเท่านั้นแต่บันทึกได้ทุกธุรกรรมที่มีมูลค่า อย่างที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน เริ่มแรกถูกใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบสาธารณะที่บันทึกธุรกรรมของเงินดิจิทัลสกุลบิทคอยน์ และในปัจจุบันถูกนำมาใช้ในหลากหลายธุรกรรม ซึ่งจริงๆ แล้วเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นการบันทึกธุรกรรมต่างๆ ที่มีมูลค่า ด้วยหลักการใหม่ ที่นำเอา 3 เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว นำมาทำงานร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันอย่างหลากหลายในปัจจุบัน

 

เทคโนโลยีบล็อกเชนทำงานได้อย่างไร ?

เทคโนโลยีบล็อกเชน ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ก่อนแล้ว 3 อย่างหลักแล้วนำมาใช้ร่วมกันกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แสนสุดวิเศษ เทคโนโลยี 3 อย่างที่ว่านั่นคือ

1) Cryptographic keys (การเข้ารหัสลับ)

2) ระบบ เพียร์ ทู เพียร์ เนตเวิร์ค (peer to peer network หมายถึงเครือข่ายที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง) ใช้ในการบันทึกและเผยแพร่บัญชีการทำธุรกรรม

3) โปรแกรมในการให้แรงจูงใจกับเครือข่ายในการให้บริการเก็บรักษาข้อมูลและความปลอดภัย ต่อไปนี้เป็นการไล่เรียงการทำงานของระบบ เทคโนโลยีบล็อกเชนเทคโนโลยี การเข้ารหัส Cryptographic keys เมื่อบุคคลหรือหน่วยงานต้องการทำธุรกรรมร่วมกัน แต่ละฝ่ายต้องมีรหัสลับ 2 ชุดด้วยกันคือ

1)รหัสลับส่วนตัว (Private Key)

2)รหัสสาธารณะ (Public key)

เพื่อความเข้าใจการทำงานของบล็อกเชนยิ่งขึ้น จะยกตัวอย่างที่เราคุ้นเคยกันอยู่เช่น การบันทึกเอกสารของ Google doc หรือ Google sheet หรือ Wikipedia คือเมื่อเราต้องการให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถแก้ไขและบันทึกเอกสาร และสุดท้ายเผยแพร่ต่อทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องกระทำบนเซิร์ฟเวอร์กลางผู้คนถึงจะเข้าถึงเอกสารได้หลายๆ คนพร้อมกัน ซึ่งมีเจ้าของเซิร์ฟเวอร์เป็นผู้กำหนดสิทธิ์ และรับรองสิทธิ์ของผู้เข้าถึงบัญชีหรือเอกสาร และอีกทั้งยังเป็นผู้รักษาความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์จากการแฮกของแฮกเกอร์ เหมือนกันกับการบันทึกทางธุรกรรมการเงินของธนาคารในปัจจุบันก็กระทำบนเซิร์ฟเวอร์กลางของธนาคารผู้เป็นเจ้าของบัญชี

 

เทคโนโลยีบล็อกเชน มีข้อดีอย่างไร ?

เทคโนโลยีบล็อกเชน เหมือนกับอินเตอร์เน็ตตรงที่ว่ามันเป็นระบบที่มีความทนทานสูงมาก (Robustness) ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในกล่องที่อยู่บน Blockchain จะไม่ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อจุดใดจุดหนึ่งเล็กๆ ในระบบเสีย จะไม่ส่งผลทำให้ระบบทั้งระบบล่ม (Has no single point of failure)

 

การบันทึกข้อมูล

เมื่อมีธุรกรรมเกิดขึ้น เครือข่ายของบล็อกเชนจะทำการรวบรวมข้อมูลใส่ไว้ในลิสต์รายการที่เรียกว่า บล็อก (Block) โดยข้อมูลในนั้นประกอบไปด้วย รหัสลับส่วนตัว รหัสสาธารณะ และข้อมูลแฮคบางส่วนของบล็อกที่ได้รับการยืนยันแล้วที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และข้อมูลหรือข้อความของบล็อกนี้ที่ต้องการส่งหรือบันทึกไว้ รวมกันแล้วแฮชเป็นบล็อกใหม่ จากนั้นจะแจ้งให้คอมพิวเตอร์ทุก Node ที่อยู่ในเครือข่ายทราบ เพื่อที่จะช่วยกันยืนยันและบันทึกธุรกรรม เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว บล็อกหรือลิสต์ข้อมูลที่แฮชแล้วนี้ จะถูกนำไปต่อเข้ากับบล็อกก่อนหน้านี้ เมื่อข้อมูลถูกต้องระบบก็จะรวมเข้าในเครือข่ายบล็อกเชน ข้อมูลของบล็อกอื่นๆ ก็จะมาต่อกันเรื่อยๆ เป็นลูกโซ่ ถ้ามีใครสักคนหนึ่งพยายามจะทำบล็อกธุรกรรมปลอมเข้ามาแทนที่บล็อกที่ถูกบันทึกไว้แล้ว จะส่งผลกระทบต่อบล็อกอื่นๆ ต่อมา ซึ่งทำให้เกิดกลายเป็นบล็อกธุรกรรมปลอมด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นบล็อกธุรกรรมปลอมนั้นจะถูกตัดทิ้ง และเข้ามาแทนที่ไม่ได้เพราะจะทำให้บล็อกธุรกรรมที่ตามมาปลอมหมด ดังนั้นการบันทึกธุรกรรมแบบบล็อกเชนจึงไม่สามารถแก้ไขและทำปลอมได้

 

เทคโนโลยีบล็อกเชนใช้ทำอะไรได้บ้าง

เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ได้มีใช้แต่เฉพาะในเรื่องของเหรียญดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังถูกประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

จากที่เรากล่าวมาข้างต้น คุณคงจะพอรู้จักและเข้าใจในความหมายของคำว่าบล็อกเชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันการใช้งานของบล็อกเชนก็ไม่ได้อยู่แค่ในอุตสาหกรรมการเงินหรือบิทคอยน์เท่านั้น เพราะบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วโลกต่างก็ยังต้องใช้เจ้าบล็อกเชนอยู่เช่นกัน เรียกได้ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนก็ยังคงเป็นที่ต้องการและยังคงเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบในภายภายหน้าอีกต่อไป