ทำความเข้าใจกับ ทฤษฎีดาว Dow Theory

137

ทฤษฎีดาวDow-Theory

ทำความเข้าใจกับ ทฤษฎีดาว Dow Theory

การเล่นหุ้นหรือการเล่น Forex ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีต่าง ๆ ที่ควรรู้เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจในเรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้การเรียนรู้ทฤษฎีในโลกของการเล่นหุ้นหรือการเล่น Forex จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เกิดความชำนาญและสามารถนำไปปรับใช้ในการลงสนามจริงได้ หนึ่งในทฤษฎีที่อยากแนะนำให้รู้จักก็คือ ทฤษฎีดาว Dow Theoryเป็นหนึ่งในทฤษฎียอดนิยมของคนเล่นหุ้นมากที่สุด เพราะมันบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ได้อย่างละเอียด เข้าใจง่าย ที่สำคัญคือมันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้จริง

ทฤษฎีดาว Dow Theoryคืออะไร?

นี่คือหลักการทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดย Charles H. Dow โดยอิงพื้นฐานมาจากการขึ้น-ลงของน้ำทะเลให้เกี่ยวข้องกับการเล่นหุ้น หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับ ทฤษฎีดาว Dow Theoryก็คือ การขึ้น-ลงของหุ้นก็ไม่ต่างกับการขึ้น-ลงของน้ำทะเล ช่วงเวลาที่หุ้นกำลังไปในทิศทางขาขึ้นจะมีระยะเวลานานกว่าช่วงเวลาขาลง ขณะที่เมื่อไหร่ก็ตามหุ้นที่อยู่ในช่วงขาลงก็จะมีระยะเวลายาวนนกว่าช่วงเวลาขาขึ้น เมื่อนำมาเทียบกับคลื่นทะเลช่วงเวลาที่น้ำขึ้นคลื่นทะเลจะซัดเข้ามาชายฝั่งจะรุนแรง มีขนาดสูงกว่าคลื่นลูกก่อนหน้า แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่น้ำเริ่มลง คลื่นที่ซัดเข้าชายฝั่งจะลดระดับความสูงลงนั่นเอง

ทฤษฎีดาว Dow Theoryกับแนวโน้มของราคาหุ้น

เมื่อเข้าใจถึงความหายของ ทฤษฎีดาว Dow Theoryกันแล้วคราวนี้ก็มาดูเรื่องแนวโน้มราคาหุ้นในทฤษฎีนี้กันบ้าง จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงระยะเวลาอันประกอบไปด้วย

  1. Primary Trend แนวโน้มใหญ่ (บ้างเรียก แนวโน้มระยะยาว) ระยะเวลาของแนวโน้มแบบนี้จะมีมากกว่า 200 วัน รวมถึงสามารถยาวนานไปได้จนถึง 4 ปี สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ

–             ช่วงขาขึ้น จุดต่ำสุดใหม่สูงกว่าจุดต่ำสุดเก่า, จุดสูงสุดใหม่สูงกว่าจุดสูงสุดเก่า ช่วงเวลาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นจะนานกว่าช่วงหุ้นปรับตัวลดลง

–             ช่วงขาลง จุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเก่า, จุดสูงสุดใหม่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเก่า ช่วงเวลาหุ้นมีการปรับตัวลดลงจะนานกว่าช่วงหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

  1. Intermediate Trend แนวโน้มรอง (บ้างเรียก แนวโน้มระยะกลาง) แนวโน้มประเภทนี้จะคล้ายคลึงกับ Primary Trendมาก จะต่างออกไปแค่ช่วงเวลา คือ ระยะเวลามากกว่า 3 สัปดาห์ และอาจยาวนานไปอีกหลายเดือนกระทั่งมีการรวมเข้าด้วยกันกลายเป็น Primary Trend
  2. Minor Trend แนวโน้มย่อย (บ้างเรียกแนวโน้มระยะสั้น) จะมีความคล้ายคลึงกับแนวโน้มทั้ง 2 ประเภทที่ได้กล่าวมาก่อนหน้า แต่ระยะเวลาเท่านั้นที่มีความสั้นลงโดยสูงสุดไม่เกิน 3 สัปดาห์ นั่นทำให้นักลงทุนมักไม่ได้สนใจกับแนวโน้มข้อนี้มากนัก พร้อมรู้สึกว่ามันก็แค่เป็นองค์ประกอบของแนวโน้มทั้ง 2 ก่อนหน้าเท่านั้นเอง

ทฤษฎีดาว Dow Theoryกับช่วงเวลาตลาด ขึ้น-ลง

สำหรับ ทฤษฎีดาว Dow Theory ยังสามารถแบ่งช่วงเวลาตลาดขึ้น-ลง ออกมาเป็น 2 รูปแบบ อันประกอบไปด้วย

Bull Market ตลาดกระทิง

เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังขึ้นและไปได้สวยเปรียบเหมือนกับเขาของกระทิงที่โค้งงอขึ้นด้านบนเวลาพวกมันขวิดก็ขวิดขึ้นไปข้างบน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. ระยะการสะสมหุ้น (Accumulation Phase) เป็นช่วงเวลาที่หุ้นบางตัวอาจตกลงไปเรื่อย ๆ จนถึงขีดต่ำสุดที่ไม่รู้จะตกอย่างไรแล้ว จากนั้นมันจะเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่นักลงทุนสัมผัสได้ว่าจะมีหุ้นบางตัวที่เตรียมจะขึ้นมาแน่ ๆ มีราคาถูกกว่าปกติ สามารถลงทุนเพื่อเป็นกำไรระยะยาวได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีไม่น้อยที่ขอผ่านระยะดังกล่าวไปก่อนด้วยยังไม่มั่นใจว่าหุ้นจะขึ้นจริงหรือเปล่า
  2. ระยะการกักตุนหุ้น (Participation Phase) เป็นช่วงเวลาที่คนเล่นหุ้นสัมผัสได้ถึงข่าวสารความเคลื่อนไหวดี ๆ เช่น เศรษฐกิจดีขึ้น, ผลประกอบการบริษัทใหญ่ผลกำไรสูงขึ้น จะเริ่มมีคนสนใจเข้ามาซื้อมากขึ้นเพราะมองเห็นอนาคตว่าน่าจะไปได้ไกล
  3. ระยะการตื่นทอง (Excess Phase) หุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานเมื่อผ่านช่วง 2 ระยะแรกมาเรียบร้อย อาจเกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ดีขึ้นหุ้นจึงพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ราคาอาจโดดไปไกลหลายสิบเท่า แต่เมื่อมันขึ้นไปสูงสุดก็จะมีบางคนเทขายเพราะกลัวเก็บไว้นานแล้วขาดทุนสุดท้ายก็จะวนเวียนกลับมาสู่ระยะแรก

Bear Market ตลาดหมี

เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังดิ่งลง ไม่ค่อยสู้ดีนักเปรียบเหมือนท่าทางของหมีที่จะตะปบศัตรูลงด้านล่างอันหมายถึงราคาหุ้นที่ดิ่งลง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. ระยะการแจกจ่าย (Distribution Phase) ช่วงเวลานี้หุ้นมีราคาสูงเกินความเป็นจริงไปมาก โอกาสที่ราคาจะตกลงรวดเร็วมีสูง คนที่มีหุ้นในมือเยอะ ๆ จึงเริ่มขายออกหวังสร้างผลกำไรนั่นหมายถึงสิ่งที่กำลังบ่งบอกว่าหุ้นตัวนี้จะเริ่มตกลง เป็นผลกระทบที่มาจากช่วงระยะการตื่นทอง
  2. ระยะความตกใจ (Panic Phase) เมื่อการแจกจ่ายขายหุ้นมีเยอะขึ้นบางคนที่ยังไม่ขายจะรู้สึกว่าหากเก็บไว้ต่อราคามีแต่ดิ่งลงเหวแน่ ๆ อย่างน้อยหากช่วงเวลาดังกล่าวยังขาดทุนนิดหน่อยดีกว่าขาดทุนแพง ๆ ที่ไม่คุ้มการลงทุน พร้อมทั้งถูกมองว่าราคายังไงก็พุ่งต่อไม่ได้แน่
  3. ระยะการรวบรวมกำลัง (Consolidation Phase) เป็นช่วงเวลาที่ราคาหุ้นตกต่ำถึงขีดสุด คนไม่ค่อยซื้อขายหุ้นกันแต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเพราะมันผ่านช่วงตกใจมาเรียบร้อยแล้ว

ทฤษฎีดาว Dow Theory ที่กล่าวมานี้เชื่อว่าน่าจะช่วยให้คนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนกับForex เข้าใจพร้อมนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองมากขึ้นได้